วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

การนำผลงานออกไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ (Share)

การนำผลงานออกไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ (Share)

การนำผลงานออกไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ  (Share)



    หลังจากที่ได้ตัดต่อวีดีโอและแต่งแต้มลูกเล่นให้ไฟล์วีดีโอจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว  ต่อไปก็เป็นวิธีการนำไฟล์วีดีโอออกไปใช้งาน  บางคนอาจเรียกวิธีนี้ว่า  Export  นั่นเอง ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น  การสร้างไฟล์วีดีโอ  เก็บไว้ในเครื่องในรูปแบบต่างๆ การเขียนลงแผ่น  VCD  หรือ  DVD ฯลฯ
    1.รูปแบบของการนำไฟล์วีดีโอออกไปใช้งาน  (Share)

    ขั้นตอนการนำไฟล์วีดีโอออกไปใช้งานนั้น  เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากของโปรแกรม  หลังจากที่ตัดต่อวีดีโอเรียบร้อยแล้ว  จุดที่สำคัญก็คือ  การนำไฟล์วีดีโอออกไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ  เช่น  เขียนลงแผ่นซีดีหรือดีวีดี  เป็นต้น
A.  Create Video File เป็นการสร้างไฟล์วีดีโอในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำมาใช้งาน เช่น VCD, SVCD, DVD, WMV,  หรือ MPEG-4
B.  Create Sound File เป็นการนำไฟล์เสียงในคลิปวีดีโอที่ตัดเสร็จแล้วออกมาใช้งาน
C.  Create Disc เป็นการสร้างไฟล์วีดีโอแบบเขียนลงแผ่นดิสก์ในรูปแบบ VCD, SVCD  และ  DVD  (สามารถออกแบบเมนูในการเล่นได้)
D.  Export Mobile Device เป็นการนำไฟล์วีดีโอออกไปในรูปแบบ  Mobile  ที่กำลังเป็นที่นิยมปัจจุบัน เช่น  Pocket PC, Smart Phone, iPod, PSP, PDA  และ Mobile Phone
E.  Project Playback เป็นการดูตัวอย่างของผลงานที่ตัดต่อเสร็จแล้ว แล้วพร้อมที่จะนำไฟล์วีดีโอออกไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ
            F.  DV Recording เป็นการบันทึกไฟล์วีดีโอที่ตัดเสร็จแล้วนำกลับไปลงกล้อง DV
G.  Share Video Online เป็นการสร้างไฟล์วีดีโอรูปแบบไฟล์  WMV  เพื่อนำไปใช้งานบนอินเตอร์เน็ต  ซึ่งสามารถเลือกคุณภาพของไฟล์วีดีโอที่จะนำไปใช้ได้


    2.มาตรฐานไฟล์วีดีโอแบบต่างๆ  ที่ควรรู้

    เราสามารถที่จะนำไฟล์วีดีโอที่ตัดต่อเสร็จแล้ว  ไปสร้างเป็นไฟล์วีดีโอในรูปแบบต่างๆ  เก็บไว้ในเครื่อง  โอยการคลิกที่  Create  Video  File  จะเห็นว่ามีรูปแบบวีดีโอที่จะนำมาสร้างไฟล์ได้หลายรูปแบบ  เช่น  PAL DV,  PAL DVD  ฯลฯ


  DV          :   เป็นมาตรฐานไฟล์วีดีโอที่จับภาพเข้ามาจากกล้องดิจิตอลแบบ  DV  ซึ่งไฟล์ที่จะได้เป็นไฟล์สกุล  AVI  ที่มีคุณภาพสูง  ในเวอร์ชันนี้จะมีหลายรูปแบบ  โดยมีอัตราส่วนเป็นการแสดงผลภาพอยู่ที่  720X576  ในระบบ  PAL  ถ้าหากต้องการอัดวีดีโอกลับลงไปในกล้องวีดีโอ  DV  จำเป็นต้องใช้รูปแบบนี้
  DVD       :  เป็นมาตรฐานไฟล์วีดีโอในรูปแบบ  DVD  ที่มีคุณภาพสูง ใช้การบีบอัดไฟล์แบบ
  VCD       :  เป็นมาตรฐานไฟล์วีดีโอในรูปแบบ  VCD  คุณภาพปานกลางพอใช้ได้  บีบอัดสูงด้วยมาตรฐานของระบบไฟล์แบบ  MPEG-1  อัตราส่วนการแสดงภาพอยู่ที่ 325X288  ในระบบ  PAL
  SVCD      :  เป็นมาตรฐานไฟล์วีดีโอที่คล้ายกับรูปแบบ  VCD  แต่คุณภาพทั้งระบบภาพและเสียงดีกว่า    VCD  มีการเข้ารหัสไฟล์ด้วยมาตรฐานของระบบไฟล์แบบ  MPEG-2 อัตราส่วนแสดงผลภาพอยู่ที่  480X576  ในระบบ  PAL
  MPEG-1   :  เป็นมาตรฐานไฟล์วีดีโอที่มีการบีบอัดสูง  ทำให้ไฟล์มีขนาดเล็ก  อัตราส่วนการแสดงผลอยู่ที่  325X288  ในระบบ  PAL 
  MPEG-2  :   เป็นมาตรฐานไฟล์วีดีโอที่เหมาะสมแก่การสร้างไฟล์ภาพยนตร์  หรือเก็บไว้ใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์  ไฟล์  MPEG-2  เป็นไฟล์ที่มีขนาดเล็กกว่าไฟล์  AVI  โดยสามารถนำไฟล์วีดีโอที่ได้มาสร้างเป็น  SVCD  และ  DVD  ได้  อัตราส่วนการแสดงผลภาพอยู่ที่  720X576  ในระบบ  PAL
  WMV      :  เป็นมาตรฐานไฟล์วีดีโอของบริษัทไมโครซอฟท์  ได้รับความนิยมในระบบอินเตอร์เน็ต  โดยมีประเภทของการเลือกใช้งานอยู่  5  รูปแบบ  ซึ่งแต่ละรูปแบบจะมีคุณภาพที่แตกต่างกัน 
  MPEG-4  :  เป็นไฟล์วีดีโอที่มีขนาดเล็ก  จึงสามารถส่งไฟล์วีดีโอผ่านทาง  Internet  ได้อย่างรวดเร็ว  และสามารถเปิดเล่นได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทันที่  เหมาะสำหรับอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ  เช่น  iPOD, PSP  และ  Mobile Phone  เป็นไฟล์ในรูปแบบ  MPEG-4 เพื่อรองรับรูปแบบมัลติมีเดียต่างๆ  เช่น  3D  หรือการเข้ารหัสที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    3.การเขียนลงแผ่น  VCD,  SVCD  และ  DVD  (Create Disc)
    การเขียนลงแผ่น  VCD,  SVCD  และ  DVD  เป็นอีกวิธีที่นิยมกันมาก  โดยสามารถนำเอาผลงานที่ได้ตัดต่อเสร็จแล้วไปใช้งานในเครื่องเล่น  VCD  และ  DVD  ซึ่งเราสามารถสร้างจากโปรแกรมนี้ได้เลย  โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเขียนซีดีเพิ่ม  และใช้คำสั่ง Create Disc  
  •     เขียนลงแผ่น  VCD
    โดยปกติแล้วโปรแกรมจะเซตค่าให้อยู่ในรูปแบบ  DVD  จึงจำเป็นต้องเลือกรูปแบบกาเขียนให้เป็น  VCD  ก่อน  แล้วจึงจะเขียนในรูปแบบ  VCD  ได้




    4.สร้างเมนูสำหรับการเลือกชม  (Create Menu)
    ในการสร้างเมนูในการเลือกชม  VCD  หรือ  DVD  ให้สวยงาม  เราสามารถออกแบบตามวามถนัดของเราได้  โดยจะมีรูปแบบ  Template  ที่สวยงามให้เลือกใช้ตามใจชอบ  และการแก้ไขก็มายุ่งยาก
            1)นำคลิปวีดีโอเข้ามาเพิ่ม

        เป็นการเพิ่มคลิปวีดีโอเข้ามา  เพื่อนำคลิปวีดีโอนี้มาเป็นคลิปแรกก่อนเข้าสู่งานตัดต่อวีดีโอ  หรือที่เรียกว่า  First clip introductory video






            2)สร้างเมนูในการเลือกชม  VCD  หรือ  DVD

        เลือก  Template  ในเมนู  VCD  หรือ  DVD  ที่ต้องการ  แล้วจึงปรับแต่งให้ถูกใจอีกครั้ง






    4.สร้างเมนูสำหรับการเลือกชม  (Create Menu)
    ในการสร้างเมนูในการเลือกชม  VCD  หรือ  DVD  ให้สวยงาม  เราสามารถออกแบบตามวามถนัดของเราได้  โดยจะมีรูปแบบ  Template  ที่สวยงามให้เลือกใช้ตามใจชอบ  และการแก้ไขก็มายุ่งยาก

            1)นำคลิปวีดีโอเข้ามาเพิ่ม
        เป็นการเพิ่มคลิปวีดีโอเข้ามา  เพื่อนำคลิปวีดีโอนี้มาเป็นคลิปแรกก่อนเข้าสู่งานตัดต่อวีดีโอ  หรือที่เรียกว่า  First clip introductory video
            2)สร้างเมนูในการเลือกชม  VCD  หรือ  DVD
        เลือก  Template  ในเมนู  VCD  หรือ  DVD  ที่ต้องการ  แล้วจึงปรับแต่งให้ถูกใจอีกครั้ง
    6.การเรียกดูตัวอย่างงาน  (Project Playback)
    เป็นการเรียกดูงานตัดต่อที่ทำไปแล้วแบบสมบูรณ์  ก่อนที่นำผลงานออกไปใช้งานจริงหรือก่อนที่จะเขียนลงแผ่น  VCD  หรือ  DVD  ขั้นตอนการเรียกใช้ก็ไม่ยุ่งยาก
  •     ดูตัวอย่างงาน  (Project Playback)
เรียกดูผลงานที่ได้ตัดต่อไปทั้งมดเสมือนงานจริงที่นำออกมาออกไปใช้งานในรูปแบบ VCD  หรือ  DVD

    7.สร้างวีดีโอเป็นไฟล์เว็บเพจ  (Web Page)
    การสร้างวีดีโอเป็นไฟล์เว็บเพจเป็นสกุล  .htm  เพื่อนำไปใช้งานในระบบอินเตอร์เน็ต  ไฟล์ที่ได้จะมีขนาดเล็กและสามารถแสดงผลงานได้รวดเร็ว
  •        สร้างวีดีโอเป็นไฟล์เว็บเพจ  (Web Page)
        เป็นการนำไฟล์วีดีโอขึ้นโชว์บนหน้า  Web Page  ด้วยคำสั่ง  Export  เหมือนโปรแกรมตัดต่อทั่วไป



การใส่เสียงประกอบให้งานวีดีโอ (Audio)

การใส่เสียงประกอบให้งานวีดีโอ (Audio)

การใส่เสียงประกอบให้งานวีดีโอ (Audio)
    การตัดต่อวีดีโอที่สมบูรณ์คงขาดเสียงประกอบไม่ได้ เสียงประกอบเป็นตัวสำคัญ ส่วนมาเสียงจะมาพร้อมกับคลิปวีดีโอ หากเราตองการเสียงที่มีคุณภาพดีขึ้นจะต้องปรับแต่งกันใหม่หรือจะนำเสียงจากแหล่งอื่นๆ เขามาใช้งาน หรือจะนำเสียงจากแหล่งอื่นๆ เข้ามาใช้งาน ดังนั้นเราต้องมาทำความรู้จักกับวิธีจัดการเก็บเสียง เพื่อให้ได้วีดีโอที่สมบูรณ์
    1.เพิ่มไฟล์เสียงใหม่เข้ามาใช้ใน Library
    ไฟล์เสียงดนตรีในโปรแกรม VideoStudio Editor มีอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง ถ้าหากต้องการเพิ่มไฟล์เสียงที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามา ก็สามารถทำได้โดยการดึงเข้ามาเก็บไว้ในส่วนของ Library ก่อน
  •     เพิ่มไฟล์เสียงใหม่เข้ามาใช้ใน Library
นำเสียงจากข้างนอกเข้าไปใช้ในโปรแกรม VideoStudio Editor แล้วนำไปเก็บไว้ในLibrary  ก่อนนำไปใช้งาน 



  •     นำเสียงใหม่เข้ามาใช้งานใน Library
        เรียกใช้ไฟล์เสียงจาก Audio Gallery นำมาวางใน Timeline ตรงตำแหน่ง Voice Track หรือ Music Track


    2.เพิ่มไฟล์เสียงเข้ามาใช้งานจาก Audio CD
    แผ่นซีดีเพลงออดิโอที่ใช้เปิดในรถยนต์หรือใช้เปิดในเครื่องเล่นที่บ้าน  การที่เราจะดึงไฟล์เพลงออดิโอออกมาใช้งานนั้นเป็นเรื่องยาก แต่ในโปรแกรม VideoStudio Editorสามารถทำได้โดยการอัดเสียงจากออดิโอเข้ามาในรูปแบบ wav
  •     เพิ่มไฟล์เสียงเข้ามาจาก Audio CD
        นำไฟล์เสียงเพลงจากแผ่นเพลง Audio CD ที่มีนามสกุล .CDA แปลงไฟล์เข้ามาใช้งานในรูปแบบสกุล .wav




    3.อัดเสียงลงในโปรแกรมจากไมโครโฟน
    บางครั้งการตัดต่อวีดีโอก็ต้องการเสียงบรรยายสดๆ ลงไปเสริมในงานตัดต่อ เพื่อให้งานตัดต่อวีดีโอมีสีสันเพิ่มขึ้น จะประกอบไปด้วย ขั้นตอน เริ่มจากเตรียมไมโครโฟนอัดเสียงแล้วเซตไมโครโฟนก่อนอัดเสียง สุดท้ายก็เริ่มอัดเสียงกัน
  •     เตรียมไมโครโฟนอัดเสียง

  •     ติดตั้งไมโครโฟนเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์
    สีชมพู                    เป็นช่องเสียบไมโครโฟน
    สีเขียว                    เป็นช่องเสียบลำโพงหรือหูฟัง
    สีฟ้า                       เป็นช่องนำสัญญาณเสียงเข้ามาใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์                                                  เช่น เสียงจากกล้องวีดีโอ
    4.เทคนิคการปรับเสียง
    เสียงวีดีโอที่ได้มาอาจเป็นเสียงที่ดีในระดับหนึ่ง  แต่เราสามารถที่จะปรับแต่งเสียงเพิ่มเติมได้ เช่น การตัดเสียงบางส่วนที่ไม่ต้องการ การกำหนดเสียงบางส่วนให้ค่อยๆ เบาลง หรือค่อยๆ ดังขึ้น และการลดเสียง – เพิ่มเสียง เป็นต้น
            1)ตัดต่อเสียงที่ไม่ต้องการ
        คลิปเสียงที่ติดมากับคลิปวีดีโอ บางช่วงเราอาจไม่ต้องการเสียงพูด เพราะต้องการใส่สียงเพลงหรือเสียงเพลงประกอบ ดังนั้น เราจึงต้องมาตัดเสียงส่วนที่ไม่ต้องการออก


            2)ตัดเสียงพูดออกจากคลิปวีดีโอ (Mute)
        ให้แบ่งเสียงออกเป็น ส่วนก่อน ซึ่งเสียงส่วนแรกที่แบ่งออกจะเป็นเสียงที่ไม่ต้องการแต่จะนำมาใส่เสียงแบ็คกราวน์หรือเสียงบรรยายแทน 
            3)กำหนด Fade – in/Fade – out
        Fade – in  คือ การกำหนดให้เสียงค่อยๆ ดังขึ้นในตอนเริ่มต้นที่ละน้อยจนถึงระดับความดังที่ต้องการ เพื่อให้เกิดความนุ่มนวลของเสียงประกอบ เช่น Fade – out คือ การกำหนดให้เสียงในตอนท้ายค่อยๆ เบาลงจนเงียบไป ซึ่งมีการกำหนดไว้ดังนี้

            4)ปรับระดับเสียงด้วย Volume Control 
        การปรับระดับเสียงด้วย Volume Control คือ การปรับระดับเสียงของคลิปเสียงทั้งคลิปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ต้นจนจบคลิปเสียง


            5)ปรับรับเสียงเป็นช่วงๆ ด้วย Audio View
        การปรับระดับเสียงบนเส้น  Volume rubber banding คือ การปรับระดับเสียงบนเส้นสีแดงคาดกลางเส้นเสียงที่อยู่ในแต่ละคลิปเสียง ซึ่งจะสามารถปรับระดับเสียงได้เฉพาะในโหมด Audio View เท่านั้น การปรับระดับเสียงในเส้น Volume rubber banding จะทำให้เสียงช่วงที่ต้องการเบาลงหรือดังขึ้นเป็นช่วงๆ ได้ตามความต้องการ



    5.การใช้งาน Audio Mixing Panel
    Audio Mixing Panel  เป็นเหมือนเครื่อง Mix เสียงที่สามมารถปรับแต่งเสียงได้พร้อมๆ กัน ทุก Track  เป็นการปรับระดับเสียง Audio View สามารถปรับเสียงพร้อมๆ กันทั้ง 4 Track หรือจะเลือกปรับเฉพาะ Track ที่ต้องการก็ได้ เช่น  ปรับระดับเสียงให้ดังขึ้นเฉพาะVideo Track ก็ให้ปิดการทำงาน  Overlay Track, Voice Track  และ  Music Track เป็นต้น

  •     การใช้งาน  Audio Mixing Panel
        ให้เลือกปรับระดับเสียงเฉพาะ Track ที่ต้องการ ถ้าไม่ต้องการปรับระดับเสียง Trackไหนก็ให้ปิด  Track  นั้นได้ เมื่อปรับเสร็จก็ให้เปิดทุก  Track  



    6.การใช้งาน  Audio Filter
    เป็นการแต่งเสียงโดยการใส่ Filter  จะสามารถปรับลักษณะของเสียงให้มีลูกเล่นเพิ่มขึ้น เช่น การลบเสียงลบกวนในเสียงหรือการปรับแต่งเสียงให้เหมือนอยู่ในโรงยิม เป็นต้น จะสามารถใช้กับเสียงบรรยายหรือเสียงดนตรีที่อยู่ใน  Voice Track  และ  Music Trackเท่านั้น
  •     การใช้งาน Audio Filter
    เลือกเสียงที่นำมาใส่  Filter แล้วเลือก Filter  ที่ต้องการนำมาใส่ให้คลิปเสียง







อ้างอิง  http://itsompean.blogspot.com/p/6.html